
ความทรงจำ
ประกิต ประสพธรรม (แป๋)
หอวังรุ่น 15
สวัสดีครับพี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ ชาวชมรมฟุตบอลนักเรียนเก่าหอวัง แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกๆ ท่าน
ช่วงนี้เราก็ห่างเหินกันนิดนึง เพราะเหตุการณ์ปิดถนนและนำคนมาในเมือง หลวงมากมายหลายแสนคน สมาชิกเราจึงไม่สะดวกที่จะได้มาเจอกันเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเชื่ออยู่ว่าไม่นานเหตุการณ์ในเมืองหลวงคงสงบลง
เมื่อวานนี้ผมได้เข้ามาในเว็บไซต์ของชมรมฟุตบอลฯ และได้เห็นข้อความที่ พี่ดำหริ พี่ปื้ด พี่ชา และพี่ตุ๊ก ได้พูดถึงเรื่องราวต่างๆ ในสมัยเรียนและได้เล่น ฟุตบอลกันในช่วงนั้น
ผมเองต้องยอมรับว่าคงไม่ทันพี่ดำหริ เพราะผมคิดว่าพอผมเข้าพี่เขาคงจะ ออกไปนานแล้ว แต่พี่ปื้ด พี่ตุ๊ก และ พี่ชา ผม จะทันอยู่บ้าง ยังจำได้ว่า พี่ชา และพี่ยุทธ (พี่ยุทธนา คงชาตรี) ได้ซ้อมรับบอลในสนามที่เป็นทรายปนโคลน (ด้านข้างสนามวอลเลย์บอลในปัจจุบัน) ซึ่งแต่ละท่านก็ซ้อมกันได้อย่างดีเยี่ยม จนนำไปถึงการได้เข้าชิงฟุตบอลเยาวชนโค้กคัพ เขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นปีการศึกษา 2526 - 2527
ซี่งเราเป็นแชมป์ในสมัยนั้นและคงเป็นแชมป์เดียวที่เราได้มา ผมยังจำได้ว่าผมเรียนอยู่ชั้น ม.3 ถึงในวันที่เราตกรอบรอง ชนะเลิศพ่ายโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีไป
แต่เนื่องจากเราได้ชนะฟาวด์เพราะฝ่ายตรงข้ามส่งเด็กที่อายุเกินลงทำศึกกับเรา
พอเราทำเรื่องร้องเรียนและเป็นผลทำให้เราชนะฟาวด์ ตกเย็นวันศุกร์เดียวกันนั้น พวกเราก็โดนปิดถนนหอวัง โดยนัก เรียนโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีกว่า 200 คน ที่ไม่พอใจการตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขัน
พวกเราโดนคำสั่งให้อยู่แต่ภายในโรงเรียนห้ามออกจากโรงเรียนโดยเด็ดขาด ซึ่งผู้อำนวยการ อาจารย์ลออศรี ชุมวรชาติ ผู้ช่วยฝ่ายปกครอง อาจารย์เดชา ธรรมศิริ และ อาจารย์ปรีชา แย้มแสง โค้ชฟุตบอลหอวังในสมัยนั้น รวมไปถึงคณาจารย์ ทุกท่านได้คอยดูแล กำชับ และคอยตักเตือนไม่ให้พวกเราออกไปผลักดันให้นักเรียนเหล่านั้นถอยออกไป
แต่ไม่นาน พวกเราก็กลับโดนระเบิดปิงปองกว่า 10 ลูก ปาเข้ามาท้าทายให้พวกเรา "นักสู้แห่งทุ่งบางเขน" ออกไปสู้กัน ประเภทบอลแพ้คนไม่แพ้ ซึ่งเราก็คุมเชิงอยู่ภายในโรงเรียนจนนักเรียนเหล่านั้นล่าถอยไปเอง
นั่นคือเหตุการณ์ที่เราผ่านมาไปจนถึงวันชิงชนะเลิศ พวกเราเป็นนักเรียนชั้น ม.3 ได้ถูกคัดเลือกให้ไปเป็นกองเชียร์ ที่ สนามศุภชลาศัย ซึ่งคู่ชิงชนะเลิศของเราคือ โรงเรียนพรตพิทยพยัต (ชื่อเรียกยากจัง)
จำได้ว่าวันนั้นพวกเราช่วยกันเชียร์อย่างเต็มที่ เสียงเพลงมาร์ชหอวัง เพลงเชียร์ต่างๆ ยังคงดังก้องในหู ซึ่งในทีมชุดนี้ผม ก็มีเพื่อนที่ลงแข่งขันอยู่ด้วยหนึ่งคน ชื่อ เกียรติศักดิ์ กิตติวรพงศ์ แต่ชื่อดันเหมือนและพ้องกับพี่เกียรติ์ (พี่เกียรติศักดิ์ นิมมานนท์ ซึ่งปัจจุบันพี่เขารับราชการเป็นตำรวจอยู่ สน.พระราชวัง) เลยไม่กล้าเรียกเพื่อนตามแบบที่เคยเรียก กลัวโดน พี่เตะ จะเรียกว่าเกียรติ์ดำก็ไม่ได้เพราะว่าดำทั้งคู่ สรุปเลยว่าเราเรียกว่าพี่เกียรติ์และเรียกเพื่อนเราว่าไอ้เกียรติ์แทน จำได้ ว่าเรากดดันคู่ต่อสู้น่าดูและคู่ต่อสู้ก็เล่นได้เยี่ยม
และผลออกมาในที่สุดพวกเราก็ชนะเลิศ และในวาระเดียวกันเราก็ได้รางวัลส่วนบุคคลคือแชมป์เดาะบอลด้วย เราก็ได้ รางวัลกลับมาฉลองกันที่โรงเรียน เป็นความดีใจและรู้สึกตื้นตันใจและเป็นเกียรติ์อย่างยิ่ง ที่อยู่ในสมัยที่ฟุตบอลของโรง เรียนหอวังยิ่งใหญ่ถึงขีดสุด
ในขณะนี้คือ ปี พ.ศ.2553 ซึ่งล่วงเลยผ่านมากว่า 20 ปี แล้วก็ตาม ผมก็ยังจำความรู้สึกและเสียงเชียร์ในวันนั้นได้เป็น อย่างดี น้ำตาที่ตื้นตันของนักกีฬาที่เป็นผู้ชนะและน้ำตาแห่งความเสียใจของผู้แพ้ ได้ไหลอาบแก้มลงมาอย่างไม่สามารถ จะกลั้นไว้ได้อย่างไม่อายใคร
ถึงแม้ผมไม่ได้มีส่วนร่วมในสนามและไม่ได้เป็นนักกีฬาที่ลงทำการแข่งขันก็ตาม ผมก็ยังมีน้ำตาคลอเบ้า เพราะปลื้มใจที่ เราชนะ มองเห็นเพื่อนๆ กอดคอร้องไห้ที่เราชนะ ช่างเป็นเวลาแห่งความสุขเสียจริง
ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้ซาบซึ้งแบบนั้นอีกหรือไม่ หวังว่าไม่นานคงได้มีโอกาสแบบนี้อีก
สุดท้ายขอขอบคุณพี่ๆ และเพื่อนๆ ที่เป็นนักกีฬาชุดนั้น ที่สร้างความสุขให้กับพวกเรา
ขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน ที่ให้ความสนับสนุนนักกีฬาชุดนั้นจนได้รับความสำเร็จของนักกีฬาในชุดนั้น
ชาวชมรมฟุตบอลนักเรียนเก่าฯ หวังว่าคงมีนักเรียนรุ่นน้องที่จะมาสร้างความสุขให้กับเราอีกในอนาคตอันใกล้นี้.