ฟุตบอลสยาม ฉบับที่ 4 หน้า 48 – 49
บทความ “รู้จักกับทีม วังถล่มวัด” โดย “กนก”
ถ้าจะถามถึงมหาอำนาจลูกหนังนักเรียนของเมืองไทยแล้ว บรรดาแฟนลูกหนังตั้งแต่เล็กและแก่ชราจวนเจียนจะสั่งลาญาติมิตรทั้งหลาย ย่อมเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องตะโกนร้องป้องรูหูให้เป็นที่แสบเพิ่มเติมว่า “ปทุมคงคา” คือมหาอำนาจของลูกหนังเมืองไทย
ความเกรียวกราวและยิ่งใหญ่ของปทุมคงคา มีหลายท่านเคยตั้งสมญานามอันไพเราะเพราะพริ้ง และเป็นมหาเกียรติยศว่า เขาคือ “มหาอำนาจลูกหนังนักเรียนของเมืองไทย” เขาคือ “แหล่งผลิตนักเตะทีมชาติอันเกริกเกียรติ” และเมื่อมาถึงยุคสมัยที่ภาพยนต์จีนทางทีวีครอง หัวใจประชาชนชาวไทยทั้งหลาย ก็มีผู้ตั้งสมญานามให้เขาว่า “เจ้าพ่อลูกหนัง ปทุมคงคา”
แต่แล้วเมื่อถึงศึกชิงแชมป์ นักเรียนรุ่นเล็กของกรมพลศึกษา “เจ้าพ่อลูกหนังปทุมคงคา” ก็ทำให้บรรดาแฟนๆ ทั้งหลายต้องกลับไปคิดเป็นการบ้านว่า ใครคือมหาอำนาจของลูกหนัง นักเรียนของเมืองไทยกันแน่ เพราะทีมของปทุมคงคา กลายเป็นทีมที่ต้องตายคาสมรภูมิศึก พ่ายแพ้แก่นักเรียนรุ่นเยาว์ ซึ่งเพิ่งโผล่พรวดมาชิงแชมป์ในปีนี้ โรงเรียนนั้นก็คือ “โรงเรียนหอวัง”
เพื่อให้บรรดาแฟนๆ ลูกหนังของเมืองไทยทั้งหลาย ได้พบกับทีมนักเรียนดาวโรจน์ดวงใหม่ ของวงการลูกหนังเมืองไทย ทางกระผมจึงขอนำท่านผู้อ่านทั้งปวงไปพบกับ ยอดโค้ชของหอวัง ซึ่งทำให้เซียนอย่างปทุมคงคา ต้องสะอื้นไห้กลับบ้านร้องโฮๆ ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร
คนที่กระผมนำท่านแฟนๆ ลูกหนังมาพบก็คือ “อาจารย์ปรีชา แย้มแสง” ครูพละของโรงเรียนหอวัง ซึ่งเป็นผู้ร่วมปลุกปั้นนักเตะระดับเล็กของเมืองไทย และสามารถทำให้นักเตะของโรงเรียน พุ่งขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์ แห่งปีของลูกหนังนักเรียนรุ่นเล็กได้
แต่ความยิ่งใหญ่นั้นใช่ว่าเพียงคนเดียวจะทำได้ คู่หูของโค้ชปรีชาอีกคนหนึ่งที่ร่วมปลุกปั้น ผลักดันให้นักเรียนของโรงเรียนมีตำแหน่ง แชมป์มาครอบครองเป็นศักดิ์ศรีของโรงเรียนอีกคนหนึ่งก็คือ “อาจารย์ศิริ แก้วแจ่ม” ครูพละอีกคนหนึ่งของโรงเรียน
“กว่าจะสร้างทีมให้แข็ง จนมั่นใจว่าจะเอาแชมป์มาครองนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ” ประโยคแรกที่ยอดโค้ชอย่าง “ปรีชา แย้มแสง” กล่าวกับผมอย่างยอมรับความจริง “ต้องอดทน ตั้งใจทำจริง และมีเวลาให้กับเด็กมากพอสมควร จึงจะพบกับความสำเร็จได้” หัวใจของครูอย่าง “ปรีชา แย้มแสง” กล่าวกับผมอย่างยอมรับความจริง 2523 ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ตลอดเวลาที่ได้ต่อสู้บนบาทวิถีลูกหนังมาร่วม 10 ปี
“ผมยอมรับว่าผมเป็นครูคนแรกของหอวัง และเรียกได้ว่าเป็นรุ่นบุกเบิกของโรงเรียนแห่งนี้” ปรีชา แย้มแสง คงพูดต่อไป เมื่อผมถามถึงจุดเริ่มต้นกระทั่งมา พบตำแหน่งแห่งความเกริกเกียรติครั้งนี้
“แต่ผมไม่ได้ทำคนเดียวนะครับ มีครูศิริ แก้วแจ่ม มาช่วยคุมฟุตบอลอีกคนหนึ่ง และเป็นกำลังสำคัญมากในการที่ทีม ของเราได้ครองแชมป์ในครั้งนี้” ยอดโค้ชกล่าวถึงยอดโค้ชอีกผู้หนึ่ง ซึ่งร่วมกันปลุกปั้นนักเตะ ให้ยิ่งใหญ่มาได้ถึงทุกวันนี้ “เราทำกันเพียงสองคนหละครับ ไม่ว่าจะไปซ้อมที่ไหน เวลาไหน เราเป็นคู่แฝดที่ทำร่วมกัน”
ครับ... ถึงแม้มันจะมีเพียงสองคน แต่ลูกของราชสีห์ ซึ่งเป็นสัตว์เจ้าป่าแห่งไพรพนา ก็ไม่จำเป็นต้องมีลูกมากมิใช่หรือ ความมุบากบั่นและเอาจริงเอาจังของทั้งสองโค้ช ก็สามารถทำให้โรงเรียนซึ่งไม่ได้อยู่ในสายตาแฟนๆ ลูกหนังทั้งหลาย กลายเป็นทีมที่ถล่มยักษ์อย่างปทุมคงคาได้
“อุปสรรคของเราก็มีครับ ครูที่หอวังมีโควต้าเต็ม เราจึงทำเรื่องขอเพิ่มเติมไม่ได้ ครูที่สอนตามหมวดวิชาอื่นมีมาก ตามที่กระทรวงศึกษากำหนด แต่หมวดวิชาพลศึกษาเรามีน้อยมาก ครูคนหนึ่งต้องสอนหลายชั่วโมง และก็ต้องทำงานอย่างอื่นไปด้วย ดังนั้นวิธีการสอนของเราจึงต้องแบ่งงานกันว่า ใครจะคุมบาส ใครจะคุมบอล ใครจะคุมมวย หรือวอลเล่ย์บอล แต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบกันมาก ทำให้เราไม่มีเวลาฝึกซ้อมให้เด็กของเรา ให้เจริญเติบโตทางลูกหนังได้เต็มที่มากนัก” อาจารย์ปรีชา ยอดโค้ชกล่าวอย่างถ่อมตัวถึง การเตรียมทีมซึ่งประสบผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้
วัยของ อาจารย์ปรีชา แย้มแสง ล่วงถึงวัย 40 ปีแล้ว แต่กิริยาที่ท่ายังคล่องแคล่ว ว่องไวอยู่ “อันที่จริง เราส่งเข้าแข่งขันที่กรม พละทุกปีเลย ทั้งรุ่นเล็ก รุ่นกลาง ส่งมาตั้งแต่ 2511 แต่มีอันเป็นไป เข้าไม่ถึงรอบชิงชนะเลิศสักที” ยอดโค้ชกล่าวถึงความ เป็นมาของทีมรุ่นเล็ก
ทว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น จากปีแล้วปีเล่า นักเตะของโรงเรียน ซึ่งไม่เคยเอาตำแหน่ง ชนะเลิศมาครอบครอง ได้สักครั้งเดียว ทางอาจารย์ปรีชาจึงได้ส่ง เด็กออกหาประสบการณ์ไปทั่ว โดยเฉพาะการแข่งขัน ของกองทัพอากาศ ที่รับสมัครนักเตะตามโรงเรียน ต่างๆ ในย่านชานเมือง ตั้งแต่บางเขน หลักสี่ คลองจั่น รังสิต ก็ได้ส่งนักเตะเข้าพิสูจน์แข้ง เพื่อหาประสบการณ์
“เราส่งฟุตบอลเข้าแข่งขันที่ กองทัพอากาศมา 6 ปีแล้ว ได้แชมป์รุ่นกลางปี 2522 - 23 แล้วรุ่นใหญ่ก็ได้แชมป์ 3 ปีซ้อนตั้งแต่ 2520 – 21 - 22 รุ่นจิ๋วปีนี้ของเราแพ้รอบตัดเชือก และรุ่นเล็กก็ได้ตำแหน่งรองแชมป์ เป็นการหาประสบการณ์และพิสูจน์ความขลังของแข้งด้วย”
สำหรับวันที่แข่งกับ ปทุมคงคานั้น นักปลุกปั้นนักเตะ รุ่นกระเตาะกล่าวว่า “วันนั้นเราวางแผนการเล่น 4-2-4 ครับ แต่หากเราเป็นฝ่ายรับ เราจะเอาฮาล์ฟลงมาช่วยด้วย แต่ถ้าเป็นฝ่ายรุก เราจะให้แบ็คขึ้นไปช่วยด้วย วันแข่งวันนั้น เรารู้สึกหนักใจเหมือนกัน ที่เราเสียเปรียบทางรูปร่าง ทางฝ่ายของปทุมคงคา มีรูปร่างที่สูงใหญ่กว่า แต่ในรอบเตะรอบคัดเลือกนั้น เราเคยชนะเขามาก่อนแล้ว โดยเอาชนะไปได้ 2:1 ทำให้เรามั่นใจมากขึ้น”
“ส่วนวิธีการฝึกซ้อมเด็ก ของผมนั้น ผมใช้วิธีการฝึกเป็นรายตัวก่อน หัดให้ปีกรู้จักโยนลูกเข้ากลาง เพื่อให้ตัวศูนย์หน้าบุกเข้าทำประตู นอกจากนี้เมื่อถึงเวลาซ้อม เราจะเขียนผังลากเส้นให้บรรดา นักเตะรู้ว่าควรจะวิ่งไปอย่างไร เป็นแนวทางไหน จากนั้นก็ให้เด็กวิ่งไปตามแนวทางที่ฝึกสอนไว้ กระทั่งคล่องแคล่วกันทุกคน”
“สำหรับวันที่แข่งขันกับปทุมคงคาวันชิงแชมป์นั้น เราสอนเด็กให้เก็บบอลไว้กับทีมของเราให้มากที่สุด ทั้งนี้เพราะเราหวังเพียงเสมอเท่านั้น เราสอนว่าหากมีโอกาสค่อยรุกเข้าทำ แต่ให้เก็บบอลมากๆ และผลมันก็ได้เป็นอย่างที่เห็นแหละครับ” ยอดโค้ชเผยถึงวันแห่งชัยชนะครั้งนั้น
ก่อนที่จะกลายมาเป็นครูผู้บุกเบิกให้หอวัง ครูปรีชา เคยกรำอยู่กับชีวิตครูที่ โรงเรียนศึกษาวิทยาอยู่ 4 ปีเต็มๆ แต่กลับไม่เคยคลุกคลีกับกีฬาฟุตบอลอย่างจริงจังเท่าใดนัก
“เป็นโรงเรียนราษฎร์เล็กๆ ของเอกชน เป็นธรรมดาเขาไม่ส่งเสริมกีฬามากนัก” “ตอนที่เรียน มศว.พลศึกษา ผมก็ไม่เคยสนใจฟุตบอลมากนัก ก็เพียงได้เรียนแต่ตามหลักสูตร สนใจเป็นพิเศษก็กีฬาลู่กับลาน ผมชอบเอามากๆ ทีเดียว หลังจากนั้นก็หาโอกาสเรียนประสานมิตรภาคค่ำ ก็ยังไม่สนใจฟุตบอลเป็นพิเศษ จนมาที่นี่ ถึงทำจริงจังบ้าง”
“สมัยก่อนที่ผมเรียน ม.ศ.3 ม.ศ.4 นั้น ก็เคยแข่งกรีฑาของจังหวัดลพบุรีที่บ้านเกิดเหมือนกัน ได้แชมป์วิ่ง 100 เมตรบ้าง 200 เมตรบ้าง มันเป็นการแข่งขันชิงแชมป์ของจังหวัด พอจบ ม.ศ. 5 แล้วก็ลดลงไปมาก”
เป็นธรรมดาของครูที่ต้องมีศิษย์ เช่นเดียวกับศิษย์ที่ได้ดีก็เพราะครู “ศิริศักดิ์ แย้มแสง”นายทวารทีมชาติไทย และ อาคม เจือสุวรรณ์ กัปตันเยาวชนไทยหลายสมัย ก็เป็นนักเรียนเก่าที่เคยผ่านการติดทีมนักเรียนของหอวังมาก่อน
“อ้อ ครูปรีชาเป็นอาของผมเอง ก็เขาหละที่สอนให้ผมเป็นโกล์ตอนเรียนหอวัง แล้วผมก็หัดมาเรื่อยๆ จนได้เป็นทีมชาติอยู่เดี๋ยวนี้” ศิริศักดิ์ แย้มแสง นายทวารทีมชาติไทยตอบข้อซักถามความสัมพันธ์ทาง ครอบครัวที่ใช้นามสกุลเดียวกันอย่างภาคภูมิ
“ตอนก่อน อาคม (อาคม เจือสุวรรณ์) เขาเล่นกองหน้าเสมอ เพราะตอนนั้นกองหลังเด่นๆ มีหลายคน เขาก็ชอบเล่นกองหลัง แต่คนอื่นรูปร่างใหญ่กว่าก็เลยให้ยืนหลัง แล้วให้เขาไปเล่นหน้าแทน” ครูปรีชาเล่า
“ตอนนี้สนามฟุตบอลถมเสร็จแล้ว ก็ใช้ซ้อมได้ ก็จะเตรียมแข่งของ กทม. ปีนี้อีก เพราะทุกปีเราตกรอบเรื่อยเลย”
โรงเรียนหอวังขยายและปรับปรุงอาคาร ตึกเรียนใหม่ แผ่ขยายไปถึงการปรับพื้นดินเนื้อที่ยาว 80 เมตรและกว้าง 65 เมตร ให้สูงขึ้น ปลูกหญ้าให้เขียวขจี ใช้เป็นสนามฟุตบอลสำหรับการฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ต่อไป
“เห็นด้วยที่กรมพลศึกษาใช้ใบสุทธิตัวจริง เป็นหลักฐานในการสมัครเข้าแข่งขันฟุตบอลประจำปี เพราะแต่ก่อนโกงกันมาก ทั้งอายุและคุณวุฒิ มาสองปีนี้ใช้ใบสุทธิ ก็โกงไม่ได้แล้ว ถ้าขืนใช้สำเนาทะเบียนบ้านแบบเดิมละก็แย่ต่อไปอีก”
“นักบอลของเรามีไม่มากนัก สมัครรุ่นเล็กหรือรุ่นกลางบางทีมีแค่ 29 คนแล้วก็มาคัดเหลือ 18 คน บางทีอายุหรือส่วนสูงไม่ได้บ้าง เหลือแค่ 14 ก็มี เราจึงสู้ทีมโรงเรียนใหญ่ๆ ที่มีโอกาสคัดนักบอลมากๆ ไม่ได้ แต่ก็พยายามให้เด็กซ้อมกันเองทุกวัน พวกรอบเช้าก็ซ้อมบ่าย พวกรอบบ่ายก็ให้มาซ้อมเช้าก่อนแล้วค่อยเข้าเรียน พอวันอาทิตย์ทีหนึ่งก็นัดมาพร้อมกันทั้งสองรอบ ซ้อมรวมทีมเสียทีหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็ทำแบบนี้เพราะต้องให้ฝึกเบสิกกันจนคล่องแคล่วแล้วค่อยมาเล่นแบบรวมทีม”
ครับ... ที่กล่าวมานี้ คือที่มาของมหาอำนาจลูกหนังนักเรียนโรงเรียนใหม่ของเมืองไทยที่กำลังจะรุ่งโรจน์และก้าวไปอีกมากมาย และถ้าใครสนใจแล้วละก็... สมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนหอวังสิครับ รับรองได้พบกับยอดโค้ชทางเชิงลูกหนังคนนี้แน่ๆ.
|